[TitanFic] ヒマワリ -Himawari- (Jean x Eren) CH.01

posted on 01 Oct 2013 23:39 by ayafee in Fiction directory Fiction
 
 
Title : ヒマワリ -Himawari- 
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL
Rating : PG
Pairing : Jean x Eren 
—————————————————————————————————-
 
ดอกไม้ที่สื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองที่สุด...
คือดอกทานตะวัน...

ตั้งแต่พวกเราก้าวพ้นความเป็นทหารฝึกหัดเพื่อเข้าสู่สนามรบอันเลวร้ายของจริง..  มิตรและรุ่นพี่มากมายได้จากไป..  เส้นทางที่เดินทอดผ่านเต็มไปด้วยศพทหารเบื้องหลัง  สูญเสียทุกครั้งที่เกิดการต่อสู้ สูญเสียมากมายเสียจนไม่อยากให้ [เพื่อน] ที่รอดชีวิตมาด้วยกันต้องจากไปอีก

“พวกเราจะฝากชีวิตไว้กับนายได้สินะ”  หวนนึกย้อนกลับไปมันคือคำพูดที่แสนขลาดเขลา...  สร้างความเจ็บปวดโถมไว้บนแผ่นหลังนั่นโดยไม่รู้ตัว...  เพราะมันคือความหวังของคนมากมายที่มีต่อหมอนั่น

มิได้รับรู้ถึงสายตาซึ่งจ้องกลับมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง  ทั้งๆที่ตนตั้งใจแล้วว่าจะไม่เป็นผู้ที่หลบไปข้างหลังเพื่อความสุขสบายของตัวเองอีกต่อไป  ‘แจนที่ฉันรู้จักหายไปไหนแล้ววะเนี่ย’  ใช่... จะไม่เป็นแบบนั้นอีก...  

ความเป็นเด็กทำให้การเริ่มต้นมันผิดพลาด
[เจ้าบ้าที่รีบไปตาย]

ความรู้สึกของคนมันซับซ้อนต่างจากดวงตะวันที่ส่องสว่างเจิดจ้า...

Chapter 1 : No Love  

5 ปีที่แล้วมนุษยชาติ ความสุขของมวลมนุษย์ถูกทำลายลงพร้อมกับกำแพงที่คอยปกป้อง และในปัจจุบันมนุษย์ในกำแพงก็ได้รับรู้ว่า...  ต่อให้เป็นเมืองชั้นในก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป พร้อมกับข้อมูลเรื่องไททันแปลงและไททันที่อยู่ฝั่งเดียวกันแพร่กระจายปากต่อปาก   จากวันนั้นถึงวันนี้ทีมสำรวจซึ่งมากประสบการณ์ต้องสูญเสีญคนไปมากมาย   ทหารรุ่นใหม่ที่สั่งสมประสบการณ์จากการอยู่รอดมาได้จำเป็นต้องเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  

แกร่งขึ้นกว่านี้ อยู่รอดให้ได้ยาวนานกว่านี้แทนคนเก่งมากมายที่ต้องสิ้นชีพไปราวกับใบไม้ร่วง  แสงอาทิตย์ร้อนระอุทอดผ่านแมกไม้   อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกวี่วันบ่งบอกว่าเวลาล่วงเลยผ่านมาจนกระทั่งฤดูร้อนได้มาเยือน   ทางการได้แต่หวังว่าจะไม่เกิดภัยแล้งขึ้น  

ดวงตะวันที่ส่องสว่างไม้จะมีแมกไม้บังอยู่บ้าง  กระนั้นมันก็ยังคงส่องเข้ามาแยงตาคนที่อยู่เบื้องล่าง  สะท้อนให้เห็นนัยน์ตาสีเขียวมรกตชัดเจนยิ่งขึ้น   ร่างสูงโปร่งในเครื่องแบบทหารสีน้ำตาลสลักตราปีกแห่งเสรีภาพยืนจดจ้องขึ้นไปยังกิ่งไม้ขนาดใหญ่เกินกว่าต้นไม้ธรรมดาทั่วไป  

“เฮ้ย!  ข้างล่างไม่มีอะไรแล้ว....”    บนร่างกายเด็กหนุ่มติดตั้งอุปกรณ์เคลื่อนที่สามมิติอันเป็นอาวุธสำคัญในการรบ   เปล่งเสียงเรียกใครบางคนที่อยู่เหนือระดับสายตาไป    

ร่างสูงเบื้องบนขยับเดินมาหยุดในตำแหน่งที่มองเห็น   หันหน้ามาพร้อมกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่จดจ้องกลับ  “เออ งั้นขึ้นมา!”   แผดเสียงกลับไปอย่างหงุดหงิด  

ทหารภายในกำแพงแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม
กลุ่มซึ่งมีหน้าที่ออกไปสำรวจนอกกำแพงและโลกภายนอก
มีชื่อเรียกว่า “ทีมสำรวจ”

ทหารฝึกหัดที่เข้าร่วมทีมสำรวจนั้นถือว่าก้าวขาไปสู่ความตายแล้วครึ่งหนึ่ง  เป็นกลุ่มคนที่มีความคาดหวังและตั้งใจในอะไรบางอย่างมากกว่าการหยุดอยู่รอความตายในกำแพง หรือการทำงานอย่างสุขสบายในเมืองชั้นในสุดภายใน Wall Sina   

โดยปกติแล้วในกลุ่มทหารฝึกหัดอันดับ 1 – 10  มีน้อยคนนักที่จะเลือกทางนี้ ในเมื่อมีโอกาสที่จะเลือกเป็นสารวัตรทหารมากกว่าคนอื่น...   หากแต่ในกลุ่มทหารฝึกหัดรุ่นที่ 104 กลับมีคนเลือกเข้าทีมสำรวจมากถึง 8 คน  และไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าการเข้ามาของทหารฝึกหัดรุ่นที่ 104 จะสร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้น...

มนุษย์ที่แปลงร่างเป็นไททัน... และคนที่ล่วงรู้ความลับของกำแพง

ถึงกระนั้นแล้วจนถึงวันนี้โลกในกำแพงก็ยังคงต้องเผชิญกับความหวาดหวั่นในอนาคตที่มองไม่เห็น   เอเลน เยเกอร์ยืนพิงลำต้นของต้นไม้ใหญ่   “นายฆ่าไททันไปกี่ตัว?”  เอ่ยถามคนข้างๆเพื่อเปรียบเทียบ

ร่างสูงกว่าซึ่งยืนข้างๆหยักยิ้มที่มุมปากด้วยท่าทางยียวน  “ไม่จำเป็นต้องบอก  ยังไงก็ต้องมากกว่านายอยู่แล้วล่ะวะ”  ช่างเป็นคำพูดชวนให้คิ้วกระตุกหงุดหงิด  

เด็กหนุ่มตาสีมรกตเบือนสายตาหนีไปทางอื่น  การที่เขาได้ทำภารกิจร่วมกับเพื่อนโดยที่ไม่ต้องอยู่ในขบวนคนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษก็ถือว่าดีมากแล้ว  ฝีมือการต่อสู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่แบบสามมิติของเขาเมื่อเทียบกับคนอื่น  ในตอนเรียนเขาอยู่ลำดับที่ 5 แต่ตอนนี้ไม่อยากไปเปรียบเทียบกับเจ้าคู่ปรับตรงหน้านี้  

เคยเป็นลำดับที่ 5 และ 6 แข่งกันมาตลอด  ถ้าไม่นับเรื่องที่มีร่างหนึ่งเป็นไททัน ตอนนี้อีกคนฆ่าไททันมากกว่าเขาเสียอีก  “พูดจาน่าหมั่นไส้จริง...ขี้โม้ชะมัด”  ข่มเรื่องไม่เป็นเรื่องไม่ต่างจากสมัยก่อน  

แจนเหล่มองหน้าคนไม่ยอมรับความจริงพลางสบถในลำคอ   จริงอยู่ว่าเอเลน เยเกอร์แปลงร่างเป็นไททันได้  แต่เรื่องฝีมือในการใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่สามมิติในการต่อสู้  ตอนนี้เขาไม่แพ้หรอก  การที่เพื่อนร่วมรุ่นคนนี้ยังคงอยู่ในสภาพนี้ได้  จะบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีก็คงได้.....

เพราะพวกเราได้สูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป...
สิ่งที่เรียกว่า [สหาย]  ซึ่งกลายเป็น [ศัตรู].....

  จนกว่าจะถึงวันที่ทหารอันดับต้นๆฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้  จนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางและเริ่มการบุกไปยังฝั่ง Wall Maria อีกครั้ง  พวกเรามีเวลาได้พักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจซักระยะหนึ่ง...  นั่นคือสิ่งที่พวกเราต้องการนอกจากความแข็งแกร่ง

พูดถึงไททัน แต่นั่นก็คือไททันปลอมที่เคยไว้ใช้ฝึกทหาร  ตอนนี้มันถูกนำมาใช้ฝึกใหม่   “อากาศร้อนชะมัด... นอกกำแพงก็คงไม่ต่างกัน”  แจนรู้สึกถึงแสงแดดที่แยงตา   อากาศในฤดูร้อนอบอ้าวแบบนี้ถือเป็นอุปสรรคในการต่อสู้   ร่างกายของไททันก็ร้อนระอุเป็นปกติอยู่แล้ว

ส่วนฝั่งมนุษย์อย่างน้อยๆก็ทำให้เสียพลังงานเร็วกว่าปกติ  แล้วก็ทำให้หิวจนหมดแรง.. เหมือนอย่างเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหน่อย...   “ว่าแล้วยัยนั่นต้องหมดสภาพ”   เป็นซากที่แทบแยกจากต้นไม้แห้งไม่ออก

ดวงตาสีเขียวมองตามไปเห็นเข้าแล้วจำต้องกลั้นขำ   มันทำให้นึกถึงสมัยที่เป็นทหารฝึกหัด เคยมีการจำลองภารกิจหลายๆรูปแบบ  มีคนถอดใจไปก็มาก ไม่ผ่านก็มาก...  “ซาช่าหิวง่ายเกินไป”   พูดถึงผู้หญิงแบบนี้ใช่ว่าจะดี.. แต่ก็อดไม่ได้...  

รอทำตามกระบวนการฝึกรบมันก็น่าเบื่อเกินกว่าจะอยู่เฉยๆกันสองคน   สายสัมพันธ์ไม่ได้ดีขนาดนั้น   “อยู่เฉยๆก็เท่านั้น  มาดวลกันแจน  เหมือนตอนที่ฝึกทหาร”    มือแกร่งดึงใบมีดยาวสำหรับสังหารไททันออกจากที่เก็บ  

“หา?”   แจนเหลือบมองคนข้างๆ  ไม่ทันไรคนชวนกลับไปเป็นฝ่ายออกตัวไปก่อนราวกับโกงกัน  ขับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้างไม่พอใจ

“เฮ้ย!  โกงนี่หว่าเอเลน!”    แจน กิลชูไตน์ออกตัวตามไปทีหลัง    เด็กหนุ่มทั้งสองเริ่มออกนอกกระบวนการฝึกด้วยการเล่นกันเองผิดเวลา...

ความสดใสของพลังชีวิตนั้นเหมือนกับแสงตะวัน
ที่ดับลงและลุกโชนขึ้นตามช่วงจังหวะ

เด็กหนุ่มมีความรู้สึกและเป้าหมายที่ตรงไปตรงมาคนละเส้นทาง   คนหนึ่งคือการต่อสู้เพื่อไม่ให้เสียใจภายหลังจากการสูญเสีย  อีกคนหนึ่งมีเป้าหมายคือการฆ่าล้างไททันเพื่อชำระแค้นให้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น  ด้วยความคิดเช่นนั้นทั้งคู่จึงอยู่ในทีมสำรวจ...

เพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อน  เพื่อนร่วมรุ่นซึ่งไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิท  แต่ด้วยสถานการณ์ที่ขีดเส้นมากลับทำให้คู่ปรับที่ยากจะลงรอยกันได้ต้องเดินไปบนเส้นทางแบบเดียวกัน  มองเห็นชีวิต มองเห็นเส้นทางเดินของอีกฝ่าย...  มันเข้ามาอยู่ในสายตาทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะมอง

เด็กหนุ่มทั้งสองเติบโตขึ้นทีละเล็กทีละน้อย...
จากสนามรบที่แสนโหดร้ายนั่น... โดนผลักดันด้วยแรงผลักที่หนักหน่วง...

วงใบมีดคมวาดฟันไททันจำลองทีละตัวสองตัว   กลุ่มทหารคนอื่นเริ่มมองเห็นเด็กหนุ่มสองคนที่เริ่มแข่งกันมากกว่าจะฝึกให้เป็นกระบวนรบ  ปากนับตัวเลขไปพร้อมกับส่งเสียงข่มและเย้ยหยันอีกฝ่ายหนึ่ง   จนกระทั่งร่างโปร่งนัยน์ตาสีฟ้าและเพื่อนผมเรียบเกรียนอีกคนหันมองจากบนกิ่งไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง 

“สองคนนั้น  ทำตัวเหมือนตอนเป็นทหารฝึกหัดอีกจนได้”   แม้นี่จะเป็นการจำลองการต่อสู้ก็ตามที   นี่ก็ไม่ใช่การฝึกของทหารฝึกหัด 

“ไปหยุดพวกนั้นก่อนจะโดนลงโทษตอนกลับไปเหอะ”   โคนี่ออกตัวไปก่อนทหารหนุ่มผู้เป็นดั่งมันสมองของกลุ่ม  ไม่ควรให้อยู่ด้วยกันตั้งแต่แรกแล้ว... 

อาร์มินถอนหายใจพลางออกตัวตามเพื่อนร่วมรุ่นไป   “ยังไงก็โดนลงโทษรึเปล่าน่ะ”  จากเหล่าหัวหน้าซึ่งยังคงบาดเจ็บจากภารกิจในครั้งก่อนๆ....   เด็กหนุ่มร่างเล็กทั้งสองยิงสายลวดอุปกรณ์เคลื่อนที่แบบสามมิติไล่ตามความเร็วของเพื่อนทั้งสองไป   การฝึกนี้คล้ายกับเป็นเรื่องที่ทำขึ้นเฉพาะกิจ.. 

เพราะทีมสำรวจสูญเสียกำลังรบจากการจู่โจมที่คาดไม่ถึงของศัตรู  ทหารแนวหน้าได้รับบาดเจ็บ  เหล่าทหารซึ่งยังด้อยประสบการณ์จึงต้องผลักดันตัวเองขึ้นมาให้เร็วกว่าปกติ...  ภาระหน้าที่ ความคาดหวัง เสียงกร่นด่า การกล่าวโทษ ทุกอย่างถูกแบกไว้บนหลังของเด็กหนุ่มอายุ 15 อย่างเอเลน เยเกอร์... 

และพวกเรามีหน้าที่สนับสนุนเพื่อนให้ถึงที่สุด

ท้องฟ้าที่ไร้เมฆมาบดบังเป็นสีฟ้าครามสดใส  ลานหญ้าสีเขียวขจีเริ่มมีรอยแห้งเหี่ยวเฉาเมื่อไม่มีฝนตกลงมาให้ความชุ่มชื้น   และอากาศที่ร้อนระอุนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากอารมณ์ของผู้บังคับบัญชาที่กำลังยืนกอดอกมองลูกน้อง   โดยมีทหารหนุ่มสองคนนั่งคุกเข่าสงบเสงี่ยมอยู่ตรงหน้า

มิคาสะ แอคเกอร์แมนหยุดยืนมองไม่ห่างไปจากที่นั่งไม้ซึ่งร้อนจากการตากแดด  เด็กสาวใส่ชุดลำลองกระโปรงยาวมิใช่เครื่องแบบรบเพราะอยู่ในช่วงรักษาตัว  ดวงตาสีดำทอดมองคนหนึ่งซึ่งเป็นเหมือนน้องชาย และอีกคนซึ่งเป็นเหมือนคู่อริของน้องพลางถอนหายใจเหนื่อยหน่าย...  

“พวกนาย.....”   เพียงแค่เริ่มขึ้นต้นประโยค  ทหารหนุ่มสองคนที่ก่อเรื่องสะดุ้งตัว  ไม่มีใครกล้ามองหน้าผู้ใหญ่ผู้แสนเย็นชาและเข้มงวดนั่น

ดวงตาคมสีรัตติกาลจากหัวหน้าหนุ่มที่จ้องเขม็งทำให้เด็กหนุ่มตาสีเขียวก้มหน้าจนอยากให้หน้าผากมันแนบพื้นไป   “ขอโทษครับหัวหน้า”    

“ขอโทษครับ....”   น้ำเสียงจากแจน กิลชูไตน์สำนึกผิดไม่ต่างกัน    หัวหน้าทหารรีไวล์ถอนหายใจ   ทั้งคู่ต่างรู้ว่าผิดแต่กลับเผลอวู่วามเกินไป   

แสงแดดและอากาศร้อนยิ่งทำให้เหงื่อไหลรินเหมือนได้อาบน้ำ   ผิดกับชายผมดำซึ่งนั่งไขว่ห้างและสวมเสื้อคลุมสีดำไม่กลัวร้อน  “พวกนายสองคน  คราวหลังอย่าทำอีก  ในการต่อสู้จริงไม่มีการแข่งขัน”  มีแต่ต้องคอยหนุนหลังซึ่งกันและกันเป็นทีม....  

คำพูดนั้นมีน้ำหนักมากพอให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์นิ่งฟัง   แม้หัวหน้าหนุ่มจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็พอจะเดาได้  “ขอโทษครับ....”   สิ่งที่ทำได้มีเพียงการรับผิดในเรื่องที่ตนเองวู่วามออกไป   

คำพูดและการตัดเตือนมันจบไป ใช่ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก  ยามนั้นเพื่อนร่วมรุ่นต่างมองหน้ากันและกัน  จะมีเพียงมิคาสะ แอ็คเกอร์แมนเพียงคนเดียวที่ไม่รู้เรื่อง   โคนี่ยกมือขึ้นเสนอความคิดในทันที   “ผมมีข้อเสนอครับหัวหน้ารีไวล์!”   ทุกคนพร้อมใจกันหันมองหน้าทหารหนุ่มร่างเล็กที่สุดในทีม

“ว่ามา”   หัวหน้าหนุ่มมองหน้ารอฟังความเห็น    เพียงแค่ได้ยินว่าเพื่อนมีข้อเสนอ  ทั้งแจนทั้งเอเลนต่างเริ่มไม่วางใจ....

อาร์มินเร่งพูดต่อ   “แจนกับเอเลนมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์นิดหน่อย... อาจจะไม่ค่อยนิดหน่อยเพราะเคยผิดใจกัน  ให้สองคนนี้แก้ปัญหาเรื่องนี้ก่อนเถอะครับ”   ข้อเสนอของพวกพ้องที่ทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองเริ่มไม่ไว้วางใจ

“พวกนายคิดจะทำอะไรวะนั่น.....”  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจดจ้องหน้าพรรคพวก   จู่ๆจะมาเสนออะไรให้คนมีอำนาจสูงสุดในที่นี้ฟังกันแน่....

มีลางสังหรณ์ว่าต้องเป็นเรื่องที่ทำให้พวกตนยุ่งยาก
 
ซาช่าแอบหัวเราะขำขันทั้งที่มือยังคงมีขนมปังคอยจับเข้าปากตัวเอง   “ผิดใจ?”   ผู้บังคับบัญชาทวนคำพูดนั้น  ขับให้เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมเข้มส่งเสียงโวยวายขัดไม่ให้โคนี่ได้เอ่ยปากเรื่องจุดเริ่มต้นออกมา

ท่าทีเปิดโอกาสของหัวหน้าทหารผู้แข็งแกร่งยิ่งขับให้คนเสนอความคิดได้ใจ  “ให้สองคนนี้ตัวติดกันซักสองสามวันน่าจะดีนะครับหัวหน้า”  ต่อให้เป็นคนบ้าๆแบบโคนี่คิด  ความคิดนี้ก็ทั้งดีและทั้งขำในความคิดของคนที่รู้เรื่องสมัยเป็นทหารฝึกหัดแทบทุกคน

คงมิแคล้วต่อยตีกันเองแทนต่อยตีกับไททัน
ไม่ก็รักกันปานจะกลืนกินให้ตายกันไปข้าง....

สิ้นประโยคนั้นของเพื่อนร่วมรุ่นทหารฝึกหัด 104   นัยน์ตาสีต่างกันทั้งสองคู่พากันเบิกกว้าง  เสียงตะโกนแผดลั่นด้วยสีหน้าตื่นและไม่พอใจ    “ไม่เว้ย!!!”  อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แค่ได้ยินก็ขนลุกชันไปถึงไหนๆ  

เด็กสาวผมดำจ้องมองไปทางเพื่อนสนิทผมสีบรอนด์จากเมืองชิกันชินะ  อาร์มินผงกศีรษะตอบเป็นการเห็นด้วย  “ผมก็คิดว่าดีเหมือนกัน  อย่างน้อยๆก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย”  ออกจะเป็นเรื่องดีที่แก้ความสัมพันธ์ของเพื่อนในกลุ่ม  พวกเราเหลือกันเพียงไม่กี่คนแล้ว.... 

ทุกคนต่างไม่ฟังความเห็นของคนตกเป็นเป้า  ราวกับเป็นการกลั่นแกล้งคืนจากเพื่อนพ้องที่ต้องทนรำคาญสองคนนี้ทะเลาะกันมานาน   “พวกเราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นซักนิด!”    เอเลนจ้องหน้าคนอื่นๆ  ความสัมพันธ์มันไม่ได้แย่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว....

สายตาทุกคู่ของเพื่อนมองมาพร้อมเพรียงกับปานจะบอกว่า [เหรอ]   เจ้าของดวงตาสีเขียวเริ่มหาข้ออ้างมาเถียงไม่ออก   ผิดกับเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนแกมเข้มซึ่งสงบคำพูดของตัวเอง   พูดออกไปก็คงโดนตอกกลับมาไม่ต่างกัน  สำหรับเขาแล้วความสัมพันธ์กับเอเลน เยเกอร์นั้น......

รีไวล์นิ่งเงียบมาพักใหญ่   แขนที่กอดอกตัวเองไว้คลายออกพลางลุกขึ้นยืน   ร่างโปร่งในชุดคลุมสีดำอันเป็นชุดลำลองจ้องมองทหารใต้บังคับบัญชาทั้งสองคน   “พวกนายสองคน ทำตามนั้นก็แล้วกัน  จากนี้ต้องเข้าคู่ไปด้วยกันสามวัน”  การใช้คำพูดที่ทำให้นัยต์ตาเด็กหนุ่มทั้งสองเบิกกว้าง  

“จ้องหน้าทำไม  ฉันใช้คำพูดผิดรึไง”    แม้อยากจะผงกศีรษะบอกว่ามันผิดมากก็ไม่กล้าขัด  ดวงตาคมที่จ้องมานั้นแผ่รังสีกดดันและบังคับ  

“ผมไม่จำเป็นต้องมีคนคอยตามประกบครับ”   เอเลนมองหน้าหัวหน้าหนุ่ม  ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งที่มาจากคำพูดของเพื่อนๆที่ต้องการกลั่นแกล้ง  

แจน กิลชูไตน์จ้องหน้าคนข้างๆกลับ   “คิดว่าฉันอยากตามประกบนายรึไงฮะ...........”   ปลายตามองปฏิเสธซึ่งกันและกัน    หัวหน้าทหารจับคางใช้ความคิดครุ่นคิดอีกครั้ง  

ตามหน้าที่และภารกิจหลักของชายหนุ่มแม้จะบาดเจ็บ คือการจับตามองและคอยเฝ้าระวังเด็กหนุ่มผู้แปลงร่างเป็นไททัน   เพราะฉะนั้นการมีคนคอยประกบดูเอเลน เยเกอร์ตลอดเวลาถือเป็นเรื่องที่ควรจะทำอยู่แล้ว..    ซึ่งในตอนนี้ตนและมิคาสะ แอ็คเกอร์แมนได้รับบาดเจ็บจากภารกิจจึงไม่สามารถทำทุกอย่างได้เต็มร้อย  การฝากฝังไว้กับคนที่ดูมีแววและปฏิบัติหน้าที่ได้ดีนับว่าจำเป็น...

ในบรรดาทหารรุ่นที่ 104 ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเหตุการณ์อะไรอีก
เจ้าเด็กคนนี้เป็นคนที่พอจะวางใจได้รองจากเพื่อนคนสำคัญของเจ้าหนูนั่น

อย่างน้อยๆก็ผ่านภารกิจคุ้มครองมาแล้วถึงสองครั้ง   “นี่เป็นคำสั่ง”  ประกาศิตของผู้บังคับบัญชาและผู้มีพระคุณถือเป็นคำขาด  ทหารผู้น้อยและต่ำต้อยไม่มีสืทธิ์จะโต้เถียง...   คนโดนสั่งทั้งสองเหลือบมองหน้ากันและพร้อมกันเสตามองไปทางอื่นพร้อมเพรียงกัน...  จำต้องรับคำสั่งนี้ทั้งที่ไม่เต็มใจ...

“เข้าใจแล้วครับหัวหน้า....”   เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีมรกตแม้ไม่พอใจก็จำต้องยอมรับคำสั่งของผู้เป็นเจ้านาย   สิ่งที่ชายหนุ่มตัดสินใจคงเป็นทางที่ดีแล้วที่เขาต้องฟัง....   เขาไม่ได้อยู่ในสถานะจะขัดคำสั่งอะไรได้  เพราะที่ผ่านมาเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนมากมายต้องบาดเจ็บแบบนี้

ที่ใช้ชีวิตอยู่ได้เหมือนวันปกติธรรมดา.. มันนับเป็นเรื่องที่ได้รับความปราณีมากแล้ว  ถึงแม้การต้องทนอยู่กับคนข้างกายนี่มันออกจะ....    “ผมจะทำตามคำสั่งหัวหน้าครับ....”   จำใจ.....

หัวหน้าทหารรีไวล์เบี่ยงสายตามองไปทางเด็กหนุ่มสูง 175 เซนติเมตร   เจ้าพวกสูงไม่ต่างกันและใจร้อนไม่ต่างกัน  “นาย.... จีน?...ฌอง?”    คนฟังถึงกับเหงื่อตก...

“แจนครับ.....”   ชื่อของเขามันไม่น่าจดจำขนาดนั้น...   ทหารผู้ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ  ในเมื่อพวกระดับ Top ของรุ่น 104 ไม่ใช่คนปกติธรรมดา....

“ไปทำความสะอาดกับเอเลน    คอกม้าสกปรก”    สั่งการด้วยน้ำเสียงคมเข้ม   แค่ได้ยินว่าต้องไปทำความสะอาดด้วยกัน...   ภาพความทรงจำสมัยเป็นทหารฝึกหัดและต้องโดนทำโทษที่ต่อยตีกันมันก็ย้อนหวนมาแม้ไม่อยากนึกถึง....

เด็กที่โดนลงโทษทั้งสองพากันก้มหน้ารับ      “ครับ.....”  ล้างทำความสะอาดคอกม้าฟังดูเหมือนง่าย  แต่เกณฑ์ความสะอาดของหัวหน้าทหารคนนี้นั่นล่ะ... ที่ทำให้มันเป็นงานที่เสียเวลา....

กว่าจะเรียนจบหลักสูตรทหารฝึกหัดในลำดับที่ 5 และ 6
จำไม่ได้ว่าโดนลงโทษไปกี่ครั้ง...

ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูใบไม้ผลิ  ครูฝึกคีธลงโทษพวกเราทั้งสองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  บางครั้งก็รอดมาได้เพราะคำพูดแก้ต่างที่เพื่อนๆช่วยปกป้อง...   ตอนนั้นไม่รู้สึกสำนักผิดอะไรซักนิดนอกจากเจ็บใจและไม่อยากแพ้  เมื่อโตขึ้นถึงตอนนี้... ความทรงจำพวกนั้นมันทั้งสนุก และน่าเหงาหงอยเช่นเดียวกัน....

ฤดูร้อนที่แสงสาดส่องไปทั่วอาณาบริเวณ
ไอร้อนที่ต้องผิว... ความรู้สึกนี้ต่างจากต้องความร้อนของไททัน

น้ำในรางน้ำของม้าศึกตัวสูงใหญ่ไม่นานก็เหือดแห้งไปเพราะพวกมันกระหายน้ำ    คอกม้าในอากาศแห้งๆช่างอบอ้าว  เจ้าพวกม้าตาใสต่างไม่สนใจคนสองคนที่คอยเดินกวาดทำความสะอาดที่อยู่อาศัยของพวกมัน  สองหนุ่มต่างใส่ผ้าปิดปากและแต่งเพียงชุดตัวในของเครื่องแบบทหาร  

“ถ้านายไม่ชวนแข่งบ้าๆ  พวกเราก็ไม่ต้องโดนลงโทษอย่างกับทหารฝึกหัดหรอก”   แจนเริ่มบ่นพลางเก็บกวาดฟางที่เปื้อนมูลสัตว์  

“นายก็ผิด ไม่ใช่ฉันคนเดียว  ถ้านายไม่บ้าจี้ทำตามก็จบ”    เอเลน เยเกอร์ไม่ยอมรับความผิดนั้นเพียงคนเดียว  คิ้วคมกระตุกเป็นพักๆ... จะเป็นเพราะอาการร้อนหรือเพราะคำพูดฝ่ายตรงข้าม... มันก็น่าขุ่นเคืองจริงๆ 

แค่คิดว่าต้องอยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา 3 วันเต็มๆ  จินตนาการภาพในหัวยังนึกไม่ออก  มันคงจะเป็นฝันร้ายเป็นแน่สำหรับคนทั้งคู่...  ต่างคนต่างถอนหายใจให้กับเรื่องที่ต้องเผชิญ  หากคนสั่งไม่ใช่หัวหน้ารีไวล์ก็คงไม่มีใครยอมทำตาม...   

ดวงตาสีมรกตเหลือบมอง  “ที่โคนี่พูด เรื่องที่ผิดใจ   ที่นายหาเรื่องทะเลาะกับฉันบ่อยๆ  เพราะมิคาสะใช่รึเปล่าน่ะ?”   สิ้นประโยคคำถามนั้นแจนถึงกับสะอึก  

“ไปเกี่ยวอะไรกับมิคาสะล่ะวะ   ฉันแค่ไม่ชอบหน้านาย   เพราะนายมันบ้ารีบไปตาย!”   ความคิดไม่ตรงกันเหมือนดั่งน้ำกับน้ำมัน... 

เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งหรี่ตามอง   “งั้นเหรอ  ฉันเพิ่งจะมาคิดได้  ว่านายมักจะจ้องมาบ่อยๆ  แต่เมื่อก่อนฉันขี้เกียจสนใจเพราะมันน่ารำคาญ”   มองแล้วก็สังเกต....  

ชายซึ่งโดนขุดคุ้ยเรื่องในอดีตกรอกตาไปมา   “ถ้านายไม่ได้มองมิคาสะ  นายมองฉันรึไง?”   สิ้นประโยคคำพูดนั้น  มือแกร่งจับฟางที่ตั้งใจจะนำมาปูพื้นคอกม้าใหม่เข้าหลังศีรษะเจ้าคนปากกล้าทันที

“จะมองให้เสียสายตาทำไมวะ.....  ช่างคิดไปได้!”    ที่ใดที่มีเอเลน เยเกอร์ ที่นั่นมักจะมีมิคาสะ แอ็คเกอร์แมน... แต่นั่นมันคืออดีต.. อดีตทั้งนั้น....

แจนถอนหายใจหนักหน่วง    แรกเริ่มเดิมที่เฝ้ามองเพียงคนเดียว  แต่เมื่อได้มองดูสองคนนั้นก็กลายเป็นเห็นพฤติกรรมของเอเลน เยเกอร์รวมไปด้วย...  ทั้งที่ไม่อยากมอง กลับมาอยู่ในระยะสายตาทุกทีราวกับสวรรค์ต้องการกลั่นแกล้งให้สิ่งที่ชอบและสิ่งที่เกลียดต้องอยู่ใกล้กัน  

แต่เพราะแบบนั้นเขาจึงได้เข้าใจบางสิ่งบางอย่าง....
และเริ่มละอายในความคิดตื้นเขินของตัวเองในอดีตขึ้นมาบ้าง....

หากการตายของมาโก้เป็นคนที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมทีมสำรวจ  การคงอยู่ของเอเลน เยเกอร์นั่นคงเป็นเหตุผลที่เขายังอยู่ร่วมกับทีมสำรวจต่อไป...    ถึงขนาดยอมร่วมแผนเสี่ยงอันตราย  ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อคุ้มครองพาตัวมันกลับมา....

แจนถอนหายใจให้กับความคิดวกวนของตัวเอง   อีกครั้งและอีกครั้งที่ต้องคิดเรื่องบางอย่างซ้ำไปมา    “อ่าว พวกนายสองคนล้างคอกม้าตามคำสั่งรีไวล์งั้นเหรอ”   เสียงที่คุ้นเคยขับดึงให้คนทั้งคู่หันไปมอง   ผู้กำกับหมู่ซึ่งยังคงเต็มไปด้วยผ้าพันแผลยิ้มกว้างให้   

“ครับคุณฮันจิ  โดนลงโทษครับ”  เอเลนตอบตรงไปตรงมา  คำว่าลงโทษด้วยการทำความสะอาดมันออกจะเบาเกินไปถ้าเป็นกฏของทหาร....

ทหารหญิงสวมแว่นตาลูบเคราอากาศ  “พอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว”  เข้าใจเร็วราวกับรู้เท่าทันความคิดของมนุษย์และไททันเป็นอย่างดี...

มือยกขึ้นขยับแว่นตา   “ไหนๆก็จะให้ทำงานด้วยกัน   มาช่วยปลูกต้นไม้ให้ฉันก่อนมั้ยพวกนาย ฮึๆ”   ฮันจิ โซเอะคลี่ยิ้ม  แว่นตาใสราวกับสะท้อนแสงจนวาววับชวนให้สงสัย...

....ปราสาทหลังเก่าถูกปกคลุมไปด้วยความเศร้าหมอง...
.....เป็นบรรยากาศที่ครอบคลุมที่นี่มาพักใหญ่ๆ...

ตรงหน้าของเด็กหนุ่มสองคนคือต้นทานตะวันที่ยังคงหุบตัวไม่เบ่งบานกองไว้เป็นตั้ง...   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนและสีมรกตมองค้างอย่างสงสัยว่ามันมาจากไหนเยอะแยะ...  และจะยิ่งน่าสงสัยไปอีกว่าอะไรดลใจให้ผู้กำกับหมู่ผู้หลงใหลได้ปลื้มในตัวไททันมากกว่าต้นไม้ตั้งใจจะปลูกพวกมัน.....

แจนหันหน้าไปหาหญิงผู้ไม่เหมาะกับดอกไม้(?)   “ทานตะวันพวกนี้มาจากไหนน่ะครับ....”  จากร้านขายดอกไม้ในเมืองก็คงไม่ใช่   ในยุคสงครามแบบนี้จะมีไว้ก็เพื่อปลูกประดับบ้านเรือนในเขตกสิกรรม...

“ได้มาจากครอบครัวพวกนั้น   แล้วไม่อยากทิ้ง   มันน่าเสียดาย  ที่นี่ก็น่าหดหู่อีกตะหาก”  จำนวนต้นเมื่อนับดีๆแล้วแทบจะเท่ากับเพื่อนพวกที่ต้องเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้... เหล่าคนสนิท....  คำว่าพวกนั้นมีนัยยะที่ไม่จำเป็นต้องขยายความออกมา....

ซึ่งสิ่งนั้นคนไม่ละเอียดอ่อนไม่ได้สังเกตอะไร   แต่ดอกไม้มันทำให้นึกถึงหญิงสาวผู้อบอุ่นคนหนึ่ง...  คนที่เหมาะสมและไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว   “ฝากด้วยนะ  ร้อนจะตายแล้ว... กลับเข้าปราสาทก่อนล่ะ”  ฮันจิทิ้งทหารหนุ่มทั้งสองไว้กลางแสงแดดที่เจิดจ้า.. ร้อนแทบละลายให้กลายเป็นของเหลว...

ยังไม่เริ่มงานเหงื่อก็ไหลรินเป็นสายธาร   “ร้อน.....  หัวหน้ารีไวล์จะเดินไปดูที่คอกม้ามั้ยน่ะ...”    เจอว่าโดดงานหนึ่งมาทำอีกงานหนึ่งคงโดนลงโทษอีกอย่าง  

ร่างสูงกว่าไม่มากหย่อนกายลงจับก้านอันใหญ่ซึ่งเป็นต้นของทานตะวัน   ยังไม่ถึงเวลาที่พวกมันจะผลิบาน  สีสันจึงถูกเก็บซ่อนไว้ภายในดอกตูมนี้   “รีบๆทำให้เสร็จจะได้ไปล้างคอกต่อ  ฉันไม่อยากซวยไปกับนายมากกว่านี้”  จากสามวันขยายยาวเป็นหลายวันคงแย่แน่....

ทั้งที่แสงแดดทำให้โลกสว่างไสว...  แต่อนาคตของโลกใบนี้นั้น...
ยังคงเลือนลาง.....

พื้นที่ใกล้ๆลานปราสาทเริ่มโดนขุดเจาะเป็นหลุมสำหรับปลูกดอกไม้ต้นใหญ่   การทำงานกึ่งกรรมกรท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวมันชวนให้หิวและอารมณ์ขึ้นๆลงๆ   ต่างคนต่างทำงานของตัวเองแม้จะหลุดกร่นด่ากันเป็นพักๆจากอากาศ....

เอเลนปาดเหงื่อที่เปื้อนหน้าผากและใบหน้า    ดวงตาสีมรกตจ้องไปทางเพื่อนซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก  สภาพก็ไม่ได้ต่างกัน...  เครื่องแบบของทหารเมื่ออยู่ในฤดูร้อนมันไม่เหมาะจริงๆ....   สายลมพัดผ่านมาแต่ละครั้งคล้ายกับได้ต่อลมหายใจ

ยามเหงื่อเข้าตาแล้วรู้สึกแสบตาจนพร่าเลือน...  มันเป็นความรู้สึกเดียวกับการที่มองเห็นภาพโลกที่บิดเบือน.. เลือนลางห่างไกลออกไป...  ใกล้เคียงกับการที่หลงไปอยู่ในภวังค์ใกล้หมดลมหายใจ...  เมื่อมองไปยังปราสาทซึ่งก่อด้วยอิฐพลันนึกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น....

“เฮ้ย!   อย่าอู้  จะให้ฉันเหนื่อยคนเดียวรึไง”   แจนตวัดหันไปมองเมื่อเห็นเพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อนหยุดมือ    ใบหน้าคมเต็มไปด้วยเหงื่อชุ่ม 

.....เขาควรจะตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว....
.....ตอนนั้น ตอนนั้น แล้วก็ตอนนั้น.....

แต่ที่ลุกขึ้นมาได้แต่ละครั้งก็ด้วยการช่วยเหลือของคนอื่นไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง...  เพราะฉะนั้นแค่การใช้แรงงานหรือทำงานบ้านง่ายๆตามคำสั่ง  การฝึกซ้อมกระบวนรบ... มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย  เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้  กลับบ้านและฆ่าไททันให้หมด.....

นอกจากหัวหน้ารีไวล์ มิคาสะ แอ็คเกอร์แมน อาร์มิน อัลเรลโด้  เอลวิน สมิธ คนที่ทำให้เขามาถึงตรงนี้ได้ก็คงจะเป็น....   “ยังจำตอนที่จับแอนนี่.... ไม่สิไทททันหญิงได้รึเปล่าแจน....”   วันที่โหดร้ายที่สุดวันหนึ่ง... แม้ไม่ได้สูญเสียคนสำคัญไปด้วยความตาย...

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมเข้มนึกไปถึงตอนที่ตัวเองต้องปลอมตัว    “..... ทำไมจะจำไม่ได้....  ฉันโดนเรียกเยเกอร์ๆ จนเอียน.... “   จากเริ่มหงุดหงิดเป็นเริ่มปลง และเริ่มร้อนรนเมื่อภารกิจดำเนินไปเรื่อยๆ....

ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มและจบ...  ทุกอย่างมันช้าไปเพราะว่าเขาลัวเล    “สิ่งนายพูดมันดังก้องเข้ามา...ทำให้ฉันตื่นขึ้นมาได้”   เอเลนนึกย้อนความกลับไปในวันนั้น  หนึ่งวันอันยาวนานและโหดร้าย... 

ใต้ซากปรักหักพังของทางเดินใต้ดินที่ถูกไททันหญิงทำลาย   สติของเขาพร่าเลือนไปเพราะอาการบาดเจ็บที่สาหัสเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะรับไหว...  ทั้งที่ถอดใจไปแล้ว  หมดแรงจะลุกขึ้นสู้เพราะความลังเล  เสียงทุ้มของเพื่อนคนนี้มันดังแทรกผ่านมาในความคิด....

....ดึงเปลือกตาที่หนักอึ้งให้มองเห็นแสงที่ส่องมา....
.....นำพาสติที่เลือนหายกลับมาจากความมืดมิด.....

“จากตอนนั้นมาฉันยังไม่ได้ขอบใจนาย  ไม่ได้อยากขอบใจ... แต่ก็ต้องขอบใจที่นายเตือนสติฉัน....”    ดวงตาสีเขียวมรกตไม่ยอมมองหน้า  เพ่งมองผนังอิฐราวกับว่ามันคือคู่สนทนา

....นายก็คือเพื่อนที่ไม่อยากสูญเสียไปอีก...

ถ้อยคำพูดที่ตรงไปตรงมาและเปี่ยมด้วยความรู้สึกนึกคิดของคนที่เป็นเหมือนดั่งคู่ปรับ  คนที่ไม่น่าจะจดจำข้อดีของกันและกัน...  เสียงนั้นราวกับเข้ามาก้องอยู่ในโสตประสาทของแจนซ้ำไปซ้ำมา   คำขอบคุณที่ไม่มีทางได้ยินแน่ถ้าเป็นเจ้าบ้าที่รีบไปตายคนเดิม.... 

ตอนนั้นที่เขาพูดออกไป...  มันแฝงความเห็นแก่ตัวและผลักหน้าที่ยิ่งใหญ่ให้กับเอเลน  มันทำให้รู้สึกละอายใจไม่น้อย...   “ขอบใจทำไมวะ... ไม่จำเป็นต้องขอบใจ....”  แท้จริงแล้วคนที่เหลือตะหากที่ต้องขอบใจในสิ่งที่อีกฝ่ายทุ่มเทชีวิต....

“อีกอย่างจะขอบคุณใครก็ต้องมองหน้าสิวะ  ฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้น”    ดึงให้เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวมองกลับมาคล้ายกับโดนท้าทาย...   จะยิ้มก็ยิ้มไม่สุด... แต่ก็คือยิ้มออกมาเล็กๆ....  

ที่ทำให้ทุกคนยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้...เพราะนายได้ทำในสิ่งที่ทุกคนฝากฝังไว้....
กระนั้นคำขอบคุณนั่นไม่คิดจะพูดออกมาหรอก

ทุกอย่างอยู่ในความเงียบงัน จากสิ่งที่ต่างคนต่างไม่เคยทำให้อีกฝ่าย   จนกระทั่ง....    “เฮ้ยแจน!!  นายทำทานตะวันคอหัก!”    เอเลนส่งเสียงบอก   เมื่อได้หลุดจากภวังค์ของตัวเอง  ดวงตาสีอ่อนก้มมองในมือก็พบว่าทำทานตะวันของผู้กำกับหมู่คอหักไปแล้ว....

“เพราะนายนั่นล่ะเอเลน!”   เสียงทุ้มหันไปตวาดใส่คนไม่รู้เรื่อง  คิ้วสีน้ำตาลเข้มแทบจะขมวดเข้าหากัน   จู่ๆก็โดนโยนความผิดให้ 

“ฉันผิดอะไรวะ!   นายทำของนายเอง!”    สองคนผลัดกันโยนความคิดให้กันไปมา   ทั้งที่มันเกิดจากความรู้สึกชั่วขณะหนึ่งของคนทั้งสองเองแท้ๆ.....

เจ้าทานตะวันที่คอหักไป...  ขับให้เด็กหนุ่มทั้งสองต้องมาคิดหาทางแก้ปัญหา...  เพราะมันไม่ใช่แค่ต้นเดียว แต่มันเป็นถึงสามต้น...    ดวงตาสีต่างกันจ้องมองหน้ากันและกัน  แม้เป็นความผิดเล็กๆน้อยๆ  ก็กลายเป็นเรื่องที่ก่อร่วมกันขึ้นมาเสียนี่...

.....ความสัมพันธ์บางอย่างมีความหมายเหมือนดั่งทานตะวัน....

การเฝ้ามอง การคอยมองหา การพุ่งตรงไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยไม่ลังเล  ทานตะวันคือความตรงไปตรงมาผิดไปจากความรู้สึกของคนที่ยังคงซับซ้อน...  มิตรภาพ ความรัก สหายร่วมรบหรือว่าคนสำคัญ  ก่อนที่เราทั้งสอง จะสามารถสู้ไปด้วยกันโดยที่มีอีกคนอยู่ตรงนั้นด้วย



เป้าหมายที่ชัดเจนก็เหมือนทานตะวัน.. ที่
เฝ้ามองไปยังดวงอาทิตย์ที่ห่างไกล

ต่อให้โลกใบนี้สูญสลายไป
เชื่อว่าอีกคนจะไม่หายไปไหน เพราะหมอนั่นคือ “คู่ปรับ” 


------------------------------------


Free Talk : จะเขียนแจนเอแต่ละทีเหมือนมีหลุมดำมาดูดไม่ได้ให้ได้ต่อ ไม่ก็กว่าจะเขียนได้จบตอน อาถรรพ์ 160 เซนติเมตรเยอะมาก  เขียนแล้วซวย เขียนแล้วเกิดเรื่องให้ลงไม่ได้ เขียนแล้วต้องมีอันไปทำอย่างอื่น 5555

ในที่สุดแจนก็ได้เป็นพระเอก และคงได้เป็นจริงๆ....   ที่ผ่านมาเขียนแต่เฮย์โจวตลอด มาเขียนแจนเป็นพระเอกตัวหลัก ความรู้สึกแปลกๆดี เพราะปกติเป็นพระร๊องรอง(?)  กระโดดจากพระร๊องรองมาเป็นพระเอก  ที่เคยเป็นพระรองก็ออกจะ.... ชะตากรรมไม่ค่อยดี  

จริงๆตอนแรกกะให้มันดราม่าจัดไปเลย แต่เว้นดราม่าไว้ก่อน   ตามแนวที่ผ่านมา  ยังไงก็ต้องดราม่าอยู่ดีเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง... (ถ้าไปถึงตรงนั้น  รถติดจนคิดพล็อตจบหลายรอบแล้ว TvT)  


ปล. ตอนนี้สโนว์ที่เหลือสองตอนกำลังบิ๊วอยู่  กลายเป็นตอนนี้เขียน 3 เรื่องใช่มั้ยเนี่ย =3="....
ปล2. โครงการปิ๊งรักสองก็เป็นแค่โครงการต่อไป.....

Comment

Comment:

Tweet

ต้องพิมพ์ว่า..."ในที่สุดก็มีวันนี้!" สินะแจน วันที่ชื่ออยู่ในแพร์ริ่งซะที พ่อพระร๊องรองได้ขึ้นแท่นเป็นพระเอกคนอ่านดีใจหลายค่ะ แต่อาถรรพ์ 160 เซนติเมตร อาจทำงานเมื่อไหร่ก็ได้แฮะ 555
คู่นี้สมกับชื่อเรื่องเลยค่ะ อารมณ์เด็กวัยสะรุ่น สดใสปิ๊งๆ (ส่วนรีเอนี่แนวผู้ใหญ่(หลอกเด็ก)...*กลิ้งหนี*) ความสัมพันธ์จากคู่กัดเป็นคู่รัก(สินะ)ได้นี่มันกิ๊วก๊าวมากๆ มีพัฒนาการจิ๊ดนึงตรงที่เอเลนพูดกับแจน แต่สงสารแจนเล็กๆเรื่องชื่อ...เอาน่า เดี๋ยวหลังจากนี้นายก็เด่นนะเออ!

#5 By ~Kumi~ on 2013-10-02 12:30

ซึนเดเระของพระร๊องพระรองจะสู้ออาถรรพ์160ซม.ได้หรือไม่
TBC.
//เอาใจช่วยแจนเต็มที่  5555555

#4 By ShiroHana on 2013-10-02 09:56

รู้สึกเหมือนคอมเม้นต์แรกเลย ทีพ่อแจนเป็นพระเอกโลกมันอิฮรั้ง(?)ไปหมด
รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ ^^

#3 By ปลาทอง on 2013-10-02 09:45

แจนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
เข้ามากราบแนบอกไรเตอร์...... ในที่สุดก็ถึงวันของนายสินะ โฮๆๆๆๆๆๆๆ
ในอนิเมะ แจนอย่างหล่ออะ บทส่งบทเสริมแลดูดีขึ้นสองร้อยเปอร์เซ็น
(ไรเตอร์อ่านspin-offยังคะ คู่ดันโจว-เฮย์โจวดาเมจมากคะ อิอิ)

#2 By fukaze on 2013-10-02 01:07

คนเขียนรู้สึกแปลกๆ คนอ่านก็รู้สึกแปลกๆไม่ต่างกันค่ะ
มานั่งอ่านฟิคที่แจนเป็นพระเอกของอายะเนี่ย ฮาาาาา
แบบ มันคนละอารมณ์กันเลยเนอะ พอเป็นแจนแล้ว......
ไงดี มันดูสว่างสดใส สว่างจ้า จนมองไม่ค่อยชัดว่าความรักมันจะเริ่มตรงไหน
แลดู friend zone อยู่
แถมพอเฮย์โจวออกก็แอบตื่นเต้นมากกว่า 555555
ก็นะ เพิ่งจะตอนแรกนี่เนอะ lol 
จะรออ่านตอนต่อไปค่ะ
เอาใจช่วยให้อาถรรพ์ลดน้อยลง //นวดๆ

#1 By Firodendon on 2013-10-02 00:24

[AyaFee]★[Byanism] View my profile

Created with flickr badge.